Home ข่าวด่วน เอกนิติ ประกาศแล้ว! คนละครึ่งพลัส เฟส 2

เอกนิติ ประกาศแล้ว! คนละครึ่งพลัส เฟส 2

4
0

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม APRACA Regional Policy Forum (RPF) ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นเจ้าภาพจัดงาน ถึงทิศทางนโยบายภายหลังทราบผลการเลือกตั้งว่าพรรคภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลว่า การดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจหลังการจัดตั้งรัฐบาล สิ่งสำคัญคือการเน้นความต่อเนื่องของนโยบาย

โดยในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลมุ่งเน้นนโยบายแบบ “Quick Big Win” แต่จากนี้ไปจะปรับมาเน้น “Big Win” เพื่อเป็นการต่อยอดให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันจำเป็นต้องได้รับทั้งการกระตุ้นในระยะสั้น การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และการกระจายรายได้ไปสู่ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นระดับ SME ระดับชุมชน หรือระดับธุรกิจขนาดใหญ่

ทั้งนี้ สิ่งสำคัญอีกประการคือการเพิ่มการลงทุน ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย เพื่อให้ประเทศหลุดพ้นจากการเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” โดยปี 2569 รัฐบาลตั้งใจให้เป็น “ปีแห่งการลงทุน” เน้นการลงทุนที่ช่วยยกระดับทุนมนุษย์ และโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า นโยบายที่รัฐบาลจะเร่งสานต่อ คือการเร่งรัดการลงทุนมูลค่า 4.8 แสนล้านบาท ที่ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) แล้ว ภายใต้โครงการ Thailand Fastpass เพื่อผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงได้เร็วขึ้นภายในปีนี้

ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะเร่งยกระดับการท่องเที่ยวไทย โดยมุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ หรือการท่องเที่ยวระดับพรีเมียม เช่น ธุรกิจด้านเวลล์เนส ควบคู่ไปกับการยกระดับภาคการเกษตร ด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเพาะปลูก และพัฒนาสินค้าเกษตรให้มีความพรีเมียม เพื่อเพิ่มมูลค่าและขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

“จุดแข็งของประเทศไทยคือสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดโลก แต่จำเป็นต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดต้นทุนการผลิต และพัฒนาไปสู่สินค้าเกษตรพรีเมียม เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอาหารของไทยให้เป็นที่ต้องการในตลาดโลก และสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติได้มากขึ้น” นายเอกนิติ กล่าว

สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบ เพื่อรอการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ โดยคาดว่าหากการจัดตั้งรัฐบาลแล้วเสร็จ โครงการดังกล่าวจะสามารถดำเนินการต่อได้ทันที ซึ่งในรอบใหม่นี้จะเน้นการพัฒนาทักษะให้กับร้านค้าและประชาชนที่เข้าร่วมโครงการเป็นสำคัญ

ส่วนการผลักดันร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 นายเอกนิติ ระบุว่า ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยก่อนการยุบสภา แต่ละหน่วยงานได้จัดทำแผนงบประมาณปี 2570 ไว้แล้ว หากการจัดตั้งรัฐบาลแล้วเสร็จ อาจมีการปรับปรุงแผนเล็กน้อย แต่จะพยายามดำเนินการให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้การผลักดันงบประมาณหยุดชะงัก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสสุดท้าย

ทั้งนี้ คาดว่าหากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว งบประมาณอาจล่าช้าประมาณ 2–3 เดือน และสามารถบังคับใช้ได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน หรือธันวาคม 2570

นายเอกนิติ ยังยืนยันว่า งบกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวน 1.4 แสนล้านบาท ที่พรรคภูมิใจไทยได้เสนอโครงการต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพียงพอสำหรับการดูแลและกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากมีความเข้าใจในกลไกการดำเนินนโยบายเป็นอย่างดี และมั่นใจว่าจะสามารถดำเนินการให้ตรงตามเป้าหมายที่วางไว้ได้

พร้อมระบุว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจบางส่วน เช่น โครงการ Thailand Fastpass และโครงการ SME Credit Boost ซึ่งเป็นการจัดตั้งกองทุนค้ำประกันสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับธุรกิจ SME ที่ผ่านการอนุมัติแล้วนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณใหม่แต่อย่างใด

ส่วนความชัดเจนเกี่ยวกับระยะเวลาการจัดตั้งรัฐบาล นายเอกนิติ กล่าวว่า ยังไม่สามารถประเมินได้ในขณะนี้ แต่ยืนยันว่า ตนจะยังคงดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศไว้ในช่วงหาเสียง

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here